Beauty Destination
LatestProducts UpdatedBeauty TipsFashion & StyleAsk Beauty ExpertMake Up Course
Home arrow Beauty Tips arrow ราคาเท่าไรถึงจะเรียกว่าสวย
ราคาเท่าไรถึงจะเรียกว่าสวย PDF Print E-mail
พุธ, 06 สิงหาคม 2008

Image คาดว่าทุกคนคงจะเคยมีความคิดอย่างหัวข้อเรื่องนี้ผ่านเข้ามาในหัว เวลาที่กำลังพิจารณาที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ หรือคอร์สทรีทเม้นท์เพื่อ ความงามต่างๆบ้าง รวมไปถึงอาหารการกินอาหารเสริมหรือแม้แต่ เสื้อผ้าเครื่องประดับที่คุณนำมาสร้าง เสริม ทดแทน ให้เกิดความงามที่ต้องการ ไม่ทราบว่าคุณคิดกันตกหรือยังว่า สำหรับคุณแล้ว “เท่าไรที่เรียกว่าสวย และเหมาะสม” วันนี้ก็อยากจะเล่าเรื่องที่ตัวเองและเพื่อนๆได้ประสบมา เผื่อจะช่วยให้คุณผู้อ่านหาคำตอบได้ง่ายขึ้น

 

คุณเคยคำนวณมั๊ยว่าปีๆหนึ่งคุณจ่ายค่าเครื่องสำอางไปเท่าไร ตัวผู้เขียนเองเคยคำนวณคร่าวๆเอาเฉพาะชุดทำความสะอาดและบำรุงผิวเช้าเย็น ที่ผู้ขายบอกว่า “ต้องใช้ให้ครบชุดค่ะ จะเห็นผลอย่างรวดเร็วและชัดเจน หน้าใสปิ๊ง” ก็เชื่อเค้าเพราะอยากสวย จ่ายเงินไปคนขายก็ตาใสปิ๊งเลยทีเดียว ประมาณว่าจ่ายไปมากกว่า สองหมื่นต่อปี นี่ยังไม่รวมชุดสีสันแต่งหน้า ชุดบำรุงผิวกายอีกนะ ไม่อยากจะคิดว่าทำไปได้ยังไง นั่นก็เป็นเรื่องสมัยที่ยังไม่ค่อยใช้สมองทำงานเอาแต่เชื่อโฆษณา เชื่อคนขาย ไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าทำไมต้องล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ 2-3 อย่าง ทำไมบำรุงผิวหน้ากับรอบดวงตาใช้ตัวเดียวกันไม่ได้ โทนเนอร์ มอยส์เจอร์ เซรั่มก็ให้น้ำกับผิวเหมือนกัน ทำไมต้องใช้ทั้ง 3 อย่าง ใช้อย่างเดียวไม่ได้เหรอ ก็จ่ายเงินมโหฬารอยู่หลายปี ผิวหน้าก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรนักหนา แต่แล้วก็เหมือนสวรรค์เมตตาได้นำพาให้ได้รู้จักผู้ที่มีความรู้ด้านความงาม และไม่หวงวิชา ก็แนะนำให้ลองเลือกเฉพาะที่ดีจริง และจำเป็นต่อผิวเท่านั้น ที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกซะ ตอนนี้จากผลิตภัณฑ์ 10 ชนิด เหลือแค่ 4-5 ชนิด เท่านั้น และไม่ได้ใช้เหมือนกันทุกวัน ใช้ตามสภาพผิวของแต่ละวันเท่านั้น บางชิ้นราคาสูงกว่าที่เคยใช้ก็จริง แต่คุณภาพสูงกว่า ลดจำนวนชนิดและปริมาณการใช้ลงได้ และประหยัดเวลา ศิริรวมแล้วจ่ายน้อยลง และมีเวลาไปทำงานหาเงินเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคุณภาพผิวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    

เพื่อที่คุณจะสามารถสะระตะได้ว่า ราคาสุดท้ายมันคือเท่าไหร่ กันแน่

  อีกเรื่องที่อยากกล่าวถึงมากๆก็คือ คอร์สทรีทเม้นท์ผิวต่างๆ ผู้เขียนมีเพื่อนสนิทที่นิยมไปลองซื้อบริการเหล่านี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะมีทรีทเม้นท์ใหม่อะไรมา เธอจะรีบไปทำทันทีด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่ที่จะได้ผิวใหม่สวยใสเป็นผิวเด็กอ่อน จ่ายแต่ละคอร์สก็หลายหมื่น แล้วก็จะมาลอยหน้าลอยตาให้เพื่อนๆดูและถามว่า “ผิวดีขึ้นมั๊ยจ๊ะ เพิ่งไปทำ.....มา” เพื่อนๆก็เพ่งกันตาแทบจะเหล่ยังไม่เห็นความแตกต่าง พอบอกไปก็ฟูมฟายว่าเสียเงินฟรีอีกแล้ว ผู้เขียนก็มาตามถามผู้รู้หรือแพทย์ผิวหนังที่รู้จัก และไม่ค้ากำไรมาก ก็ได้คำตอบว่า การทำทรีทเม้นท์ต่างๆนั้นก็ได้ผลอยู่หรอก แต่มันต้องทำมากกว่า 1 คอร์ส บางอย่างอาจจะต้องทำถึง 5 คอร์สกันเลยทีเดียว คุณก็ลองคูณเข้าไปสิว่าสุดท้ายมันจะเป็นเท่าไร อาจจะถึงหลักแสนก็ได้ ก็อยากจะฝากคุณผู้อ่านที่คิดจะลองทำว่า คำถามสำคัญที่เราจะต้องได้คำตอบก่อนที่จะตัดสินใจ นอกจากเรื่องเทคนิคและความปลอดภัยแล้วคือ ราคาเท่าไหร่ ต้องทำกี่ครั้งปัญหาของคุณถึงจะหมดไป อย่าให้เค้าอ้างพวกดาราที่เกิดมาสวยอยู่แล้วเป็นเกณฑ์ ให้พิจารณาหน้าของคุณจริงๆ และถ้าทำแล้ว เมื่อหยุดทำ จะกลับไปมีปัญหาเดิมให้ต้องกลับมา เป็นทาสคุณหมออีกรึเปล่า จะมีผลข้างเคียงที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อรักษาอีกหรือไม่ เช่นถ้ารักษาหลุมสิวแล้วได้ฝ้ามาแทน จะต้องจ่ายอีกเท่าไรในการรักษาฝ้า เพื่อที่คุณจะสามารถสะระตะได้ว่าราคาสุดท้ายมันคือเท่าไหร่ กันแน่ อ้อ! อีกคำถามคือ ผิวคุณมีปัญหาต้องทำการรักษาจริงๆหรือว่าคุณแค่จิตตกคิดไปเอง
   

เพียงแค่น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Extra Virgin) ชนิดหีบเย็น (Cold Press) ที่ใช้ทำอาหารฝรั่งนี่แหละ

 ไหนๆก็แฉเรื่องของตัวเองไปแล้วก็จะเล่าอีกเรื่องก็แล้วกัน จะได้เป็นอุทาหรณ์ให้คนอื่น เป็นกุศลแก่ตัวเอง เรื่องก็คือผู้เขียนมีสุขภาพและสภาพผมที่แย่มากมาแต่กำเนิด ผมฟูยุ่งเป็นกระเซิงตลอดเวลา ไอ้ที่พยายามแต่งหน้าแต่งตาให้สวยก็มาตกม้าตายที่ผมทุกที อยากจะปล่อยผมยาวสลวยก็ไม่ได้ ปล่อยทีไรเพื่อนสะกิดเตือนต้องรีบรวบผมทุกที ก็อีกแหละใครว่าผลิตภัณ์จัดแต่ง บำรุงเส้นผมไหนดีก็ซื้อมาใช้ ขวดละเป็นพันก็ “สู้ตายค่ะ” กัดฟันจ่ายไป ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อดังๆ นี่ลองมาแล้วเกือบทุกยี่ห้อ เวิร์คบ้างไม่เวิร์คบ้าง บางอย่างทำให้ผมสวยแต่ก็ทำให้เกิดสิวรอบหน้า ต้นคอหลังไหล่ แย่เข้าไปอีก ไปทำผมร้านดังทั้งยืดทั้งเคลือบ จ่ายเงินทีละครึ่งหมื่นก็ได้ผมสลวยสวยเก๋ให้ตัวเอง และคนรอบข้างชื่นชม แต่ก็เป็นปลื้มอยู่ได้ไม่นานต้องกลับไปทำบ่อยๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ทำใจจ่ายเงินไม่ได้อีกต่อไปเพราะมันกลับทำร้ายเศรษฐกิจส่วนตัวซะนี่ และผมก็เสียขาดเป็นท่อนแตกปลายหลายแฉกยิ่งกว่าลิ้นงูดูน่าเกลียดกว่าเดิม และเช่นเคยก็พยายามหาข้อมูลจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ Internet ก็เข้าไปดูไปอ่าน เพื่อหาวิธีรักษาผมที่เสียหายยับเยินและเริ่มต้นบำรุงกันใหม่ สุดท้ายก็มาพบว่า เพียงแค่น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Extra Virgin) ชนิดหีบเย็น (Cold Press) ที่ใช้ทำอาหารฝรั่งนี่แหละ ยี่ห้อดีๆขวดละ สองร้อยกว่าบาทหมักผมให้นิ่มมีน้ำหนักได้ดีกว่า เซรั่มขวดละพันอย่างมากมาย แถมขวดนึงยังใช้ได้เกือบปี ผมอาจจะไม่ตรงเด๊ะเหมือนการยืดผมแต่ก็ดูเป็นธรรมชาติมากว่า และยังใช้น้ำมันมะกอกนี่ทาทั่วตัวหลังอาบน้ำได้อีก ทาตอนตัวเปียกๆนี่แหละแล้วค่อยเช็ดตัว ผิวนุ่มนวลมากๆ จ่ายไม่ถึง 300 ใช้ได้ทั้งตัวเลิศมั๊ยหละ

ใช้คำว่า “แพง” กับ “คุ้ม” น่าจะเหมาะสมกว่าคำว่า

"ราคาถูก"

 

การตัดสินว่าอะไรแพงหรือไม่อยากให้คิดจากองค์ประกอบอื่นๆ นอกเหนือจากราคาของสินค้าและบริการนั้นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความจำเป็นที่ต้องใช้ ได้ผลจริงหรือไม่ ทดแทนของเดิมได้รึเปล่า ได้ความสะดวกเพิ่มขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น และอื่นๆอีกมากมาย เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องนำมาคิดร่วมกัน เพื่อให้คุณได้ “ราคาสุดท้าย” ที่ต้องจ่ายจริงๆ ในกรณีนี้คงต้องใช้คำว่า “แพง” กับ “คุ้ม” น่าจะเหมาะสมกว่าคำว่าราคาถูก ถ้าจ่ายมากแล้วได้ผลดีโดยไม่มีทางเลือกอื่นก็ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย แต่ถ้าจ่ายแค่นิดหน่อยแต่ไม่จำป็นต้องใช้หรือไม่ได้ผล และที่หนักไปกว่านั้นก็คือได้ผลเสียกลับมา อย่างนี้ 20 บาทก็ยังแพงเกินไปที่จะจ่าย แต่ก็อย่าคิดมากซะจนไม่ทำอะไรเลยจนกลายเป็น คุณเพิ้งหรือซิ้มแก่ หรือคิดมากซะจนต้องไปปรึกษาจิตแพทย์ จำไว้ว่าคิดบ้างให้การใช้จ่ายคุ้มค่า กว่าที่เคยก็นับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ความสวยไม่มีใครที่จะได้มาฟรีๆ อย่างน้อยก็ต้องจ่ายเป็นเงินหรืออาจจะเป็นความโง่บ้างก็ไม่เป็นไร เอาไว้เป็นบทเรียน แค่อย่าให้ซ้ำซากมากก็พอ 

Comments (0)Add Comment

Write comment
You must be logged in to a comment. Please register if you do not have an account yet.

Copyright 2007. All Rights Reserved.
busy
 
< Prev   Next >

Product Recommended

test product1

Recovery Boosting Treatment

 

Make Up Course

ผู้ที่สนใจเข้ารับการอบรมการแต่งหน้า "สวยใส เป็นธรรมชาติ" อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม